ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์ของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

Authors

  • สิริกรานต์ สุทธิสมพร สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • เอมมิกา จันทภาโส สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • พันธุ์ทิพย์ อัตรักษ์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • นัฐกานต์ ฮวดทวี สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • สุนันทา คลังทอง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • ชนิกานต์ กาฬสิงห์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • สุภรณ์รัตน์ แก้วเกลี้ยง สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160
  • ร๊อยมี หมัดหม๊ะ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160

DOI:

https://doi.org/10.48048/tr2r.2025.8

Keywords:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, เบาะนั่งนิรภัย, ผู้ดูแล, เด็กปฐมวัย, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

Abstract

การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนในการใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนอายุ 2 - 5 ปี จำนวน 77 ราย ที่ศูนย์พัฒนาเด็กวัยก่อนเรียน 3 แห่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแล ข้อมูลทั่วไปของเด็ก และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์ของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน 6 ด้าน มีค่าความตรงของเนื้อหาทั้งฉบับ 0.83 และมีค่าความเชื่อมั่นโดยการหาสัมประสิทธ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach Alpha’s coefficient) ทั้งฉบับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกรายด้านพบว่า ผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการรู้ทันสื่อและด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับมาก และผู้ดูแลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในด้านการเข้าถึงข้อมูล ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะการสื่อสาร และด้านการจัดการตนเอง ในระดับปานกลาง ดังนั้น บุคลากรทางสุขภาพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพให้ความรู้แก่ผู้ดูแลเพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพให้อยู่ในระดับมาก ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดความตระหนักในการตัดสินใจเลือกใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์เพิ่มมากขึ้น ตอบสนองนโยบายและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2565 อันจะช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนในเด็กวัยก่อนเรียนต่อไป

Downloads

Download data is not yet available.

References

กันยา โพธิปิติ. (2565). ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของผู้เลี้ยงดูหลักและครู/ผู้ดูแลเด็กในเขตสุขภาพที่ 5. สืบค้นจาก https://apps.hpc.go.th/dmkm/item/375

กรมอนามัย. (2561). แนวคิดหลักการขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 1). สำนักงานโครงการขับเคลื่อนกรมอนามัย 4.0 เพื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพประชาชน (สขรส.). สืบค้นจาก https://mwi.anamai.moph.go.th/webupload/migrated/files/mwi/n1139_a5a9caa9ec03f 3d810c1f83cb7da874e_article_20180924133139.pdf

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). การสร้างเสริมและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มเด็กวัยเรียน และกลุ่มวัยทำงาน (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: บริษัท นิวธรรมดาการพิมพ์ (ประเทศไทย) จำกัด.

คนึงนิจ วิชา, อุษณีย์ จินตะเวช และ สุธิศา ล่ามช้าง. (2564). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลของบิดามารดาในการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดก่อนผ่าตัดหัวใจ. พยาบาลสาร, 48(2), 193-205.

ณัชนันท์ ชีวานนท์. (2559). อุบัติเหตุในเด็ก: สถานการณ์ และแนวทางการป้องกัน Accidents in children: Situation and Prevention. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 24(3), 1-12.

ตรีเพชร์ จิตรมหึมา และ สุทธินันต์ ศรีนาง. (2561). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นเด็กโดยการใช้เบาะนั่งนิรภัยเด็ก (สารนิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีปทุม). สืบค้นจากhttp://dspace.spu.ac.th/bitstream/123456789/5571/1

ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2543). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี.

น้ำฝน แว้นแคว้น, อรุณรัตน์ ศรีจันทรนิตย์ และ วนิดา เสนะ สุทธิพันธุ์. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาวะสุขภาพของผู้ดูแลกับพฤติกรรมการดูแลเด็กโรคหัวใจชนิดไม่เขียว. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(1), 24-37.

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565. (6 พฤษภาคม 2565). ราชกิจจานุเบกษา. 139(28 ก). หน้า 5-22.

ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน. (2565). สถิติข้อมูลผู้เสียชีวิตสะสม ประเทศไทย ปี 2565. สืบค้นจาก https://www.thairsc.com

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2566). ย้อนดูสถิติเจ็บ-ตายบนถนนไทย ปี 2564 - 2566 เดินหน้าสู่เป้าหมายลดผู้เสียชีวิตก่อนปี 2570. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/2024/08/follow-data-of-injuries-and-deaths-towards-the-goal-of-safe-thai-roads-for-everyone/

สร้อยนภา ใหมพรหม และ วิภาวดี ลี้มิ่งสวัสดิ์. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก. วารสารวิทยาศาสตร์และการกีฬาและสุขภาพ, 21(2), 269-282.

อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์. (2560). สื่อการเรียนรู้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในเด็กปฐมวัย: สำหรับบุคลากรทางการแพทย์-สาธารณสุข และผู้ดูแลเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

Chaudhry, A., Sanaullah, I., Malik, B. Z., & Klair, A. A. (2019). An investigation of awareness, perceptions, and usage of child car seats in Pakistan. Journal of Transport & Health, 13(2), 247-258.

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-2078.

Termworasin, P., Lumbiganon, D., & Prueksapraopong, C. (2021). Car seat knowledge and car seat use among parents of preschool children in Bangkok, Thailand. Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine, 65(2), 95-106.

World Health Organization (WHO). (2023, December 13). Road traffic injuries. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/road-traffic-injuries

Published

2025-10-20

How to Cite

สุทธิสมพร ส., จันทภาโส เ., อัตรักษ์ พ., ฮวดทวี น., คลังทอง ส., กาฬสิงห์ ช., … หมัดหม๊ะ ร. (2025). ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการใช้เบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์ของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช. Trends in Routine to Research, 1(1), 8. https://doi.org/10.48048/tr2r.2025.8